เหล้า อบายมุขอันดับต้นๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่ติดและเมื่อติดแล้วก็เลิกไม่ได้ถึงขั้นเรียกว่า ตกเป็นทาสของมัน ทั้งๆที่รู้กันดีว่าเหล้ามีแต่โทษ แต่จำนวนตัวเลขของผุ้ที่ดื่มกลับสวนกระแสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย อีกทั้งอายุของนักดื่มเหล้าหน้าใหม่ๆ ก็ยิ่งน้อยลงไปทุกๆวัน เหล้า อบายมุขอันดับต้นๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่ติดและเมื่อติดแล้วก็เลิกไม่ได้ถึงขั้นเรียกว่า ตกเป็นทาสของมัน ทั้งๆที่รู้กันดีว่าเหล้ามีแต่โทษ แต่จำนวนตัวเลขของผุ้ที่ดื่มกลับสวนกระแสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าใจหาย อีกทั้งอายุของนักดื่มเหล้าหน้าใหม่ๆ ก็ยิ่งน้อยลงไปทุกๆวัน
เราทุกคนต่างรู้ดีว่า เหล้า ไม่มีประดยชน์ต่อตัวผู้ดื่มเลยแม้แต่น้อย แต่ในทางตรงกันข้าม เหล้ายังเป็นบ่อเกิดของโรคร้านนานาชนิด อีกทั้งยังก่อเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การทะเลาะวิวาท การทำร้ายร่างกาย อาชญากรรม และที่สำคัญสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากการดื่มเหล้าทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นปัญหาลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นตามมา เมื่อมีจำนวนผุ้ที่ดื่มเหล้ามากขึ้น
ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีนโยบายที่จะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลฮในช่วงเทศกาล โดยเริ่มจากเทศกาลสงกรานต์ปีนี้นั้น หากพิจารณาจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ปีที่ผ่านมาวันที่มีความเหมาะสมที่จะห้ามขายมากที่สุดได้แก่ วันที่ประชาชนต้องเดินทางไปและกลับเนื่องจากเป็นวันที่มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดเนื่องจากมีการใช้รถใช้ถนนมากโอกาสการเกิดอุบัตติเหตุก็จะสูงตามไปด้วยยิ่งหากเมาแล้วขับโอกาสก็สูงเป็นเท่าตัว
นอกจากนี้ ยังพบว่าตัวเลขผุ้เสียชีวิตจากการดื่มสุรายังคงสูงอยู่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากสถิติย้อนหลังของผุ้เสียชีวิตจากการดื่มที่ผ่านมา พบยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2547 มียอดผู้เสียชีวิต 654 คน ปี 2548 เสียชีวิต 522 ปี 2549 เสียชีวิต 476 คน ปี 2550 เสียชีวิต 361 ปี 2551 เสียชีวิต 368 คน พฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญอันดับแรกคือ การไม่สวมหมวกร้อยละ 36.74 และมอไซค์ทำสถิติสูงสุดร้อยละ 86.53 ถึงแม้ว่าตัวเลขของการเสียชีวิตจะลดลงในแต่ละปี แต่ยังคงเป็นจำนวนที่สูงอยู่ จากการสำรวจทัศนคตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอายุระหว่าง 20-40 ปี พบว่านักท่องเที่ยวร้อยละ 66.88 เห็นด้วยในการใช้มาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเทศกาล และไม่เห็นด้วยเพียงร้อยละ 33.12 โดยนักท่องเที่ยวร้อยละ 84.54 มองว่าการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเทสกาล ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและคิดว่าจะส่งผลกระทบร้อยละ 15.45 เนื่องจากเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยใช้มาตรการดังกล่าวช่วงเทศกาลสงกรานต์ นักท่องเที่ยวร้อยละ 94.63 ยังยืนยันว่าจะมาเที่ยวเมืองไทย ขณะที่มรเพียงร้อยละ 5.36 ตอบว่าไม่มา ซึ่งในจำนวนนี้ไม่รู้จักเทศกาลสงกรานต์ หากมีมาตรการหรือกฏหมายตัวใดที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างจิงจัง จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็คงมีจำนวนลดลงอย่างมาก
|